ประเทศไทยมีนโยบายจะก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และอุตสาหกรรมฐานความรู้ จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับวิสาหกิจไทยในด้านความสามารถทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสาหกิจประเภทธุรกิจเทคโนโลยีซึ่งเป็นทิศทางเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงนี้ โดยมีอุทยานวิทยาศาสตร์และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นกลไกหลักสองชนิดที่มีประสิทธิภาพในการผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้

          อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) คือ นิคมวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบริษัทในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนา โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทย เปิดดำเนินงานในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 60 บริษัททั้งที่เป็นบริษัทสัญชาติไทยและบริษัทจากต่างประเทศ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

          หน่วยบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (Technology Business Incubator) เป็นแหล่งอนุบาลบริษัทที่ตั้งใหม่ (Start-up) ซึ่งโดยทั่วไปจะอนุบาลไม่เกิน 3 ปี โดยเน้นที่การบ่มเพาะผู้ประกอบการที่ดำเนินการพัฒนาสินค้าด้านเทคโนโลยี 

          สำหรับประเทศไทยนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานแรกที่เริ่มดำเนินงานโครงการเกี่ยวกับการบ่มเพาะธุรกิจในปี 2545 โดยต่อมาได้มีหน่วยงานหลักที่ให้การส่งเสริมกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจเพิ่มขึ้น ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้การสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยดำเนินงานจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะธุรกิจขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่อย่างเป็นระบบ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้การสนับสนุนทั้งมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ส่งเสริมกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีภายใต้อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย และการประสานเป็นพี่เลี้ยงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ด้วยการจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีขึ้นเพื่อเป็นการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีและวางรากฐานงานบริการแก่เอกชนแล้วขยายผลเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคต่อไปในอนาคต

          ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอุทยานวิทยาศาสตร์ (รวมที่อยู่ระหว่างจัดตั้ง) และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี รวมกันมากกว่า 60 แห่ง จึงได้มีการร่วมมือกันระหว่าง 3 หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดตั้ง สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai Business Incubators and Science Parks Association, Thai-BISPA) ขึ้น ทั้ง 3 หน่วยงานได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อจัดตั้งสมาคม เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 ได้ยื่นจดทะเบียนตามกฎหมายเมื่อเดือนธันวาคม 2551 และได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แหล่งพัฒนาความรู้และทักษะในการบริหารจัดการ เสนอแนะแนวทางในการยกระดับกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงทรัพยากรต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกก่อตั้ง และสมาชิกกิตติมศักดิ์ คือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ในการดำเนินงานต่างๆ ของสมาคม

 

Thai-BISPA: A Leading Catalyst for Thailand’s Innovation Ecosystem

 

สร้างความเข้มแข็งและยกระดับหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ

 

  1. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ กิจกรรมอุทยานวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจ
  2. เพื่อเป็นแหล่งพัฒนาความรู้และทักษะในการบริหารจัดการ เสนอแนะแนวทางในการยกระดับกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ กิจกรรมอุทยานวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมสนับสนุน
  3. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในกิจการบ่มเพาะธุรกิจ กิจกรรมอุทยานวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจ
  4. เพื่อเป็นแหล่งเชื่อมโยงทรัพยากรต่างๆในการดำเนินกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ กิจกรรมอุทยานวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจ
  5. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ตลอดจนเครือข่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันภายในประเทศและเป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับเครือข่ายในลักษณะเดียวกันในระดับนานาชาติ
  6. เพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมความเข้าใจอันดีแก่สาธารณชนในเรื่องของ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ตลอดจนสนับสนุนข้อมูลแก่ภาครัฐในการจัดทำนโยบายซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ และอุทยานวิทยาศาสตร์
  7. เพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการพัฒนากิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวหน้า สามารถสร้างความเจริญให้แก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

 

- Benefits for Members : สมาคมฯ ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ 
- Interaction : สมาคมฯ มุ่งเน้นให้เกิดการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ในวงการบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 
- Strategic Partnership : สมาคมฯ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
- Professionalism : สมาคมฯ สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพด้านการบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย
- Accountability : สมาคมฯ มีความรับผิดชอบและจริยธรรมในการทำงาน และการให้บริการ  

 

          สมาคมฯ มีเป้าประสงค์ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทย โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายสมาชิก และองค์กรต่างประเทศ (Build Community Platform) มีการสรรหาและให้ประโยชน์กับสมาชิก (Deliver Member Benefits) เพื่อร่วมกันสร้างมูลค่าและชื่อเสียงให้กับสมาคมฯ (Create Value / Reputation) และจะนำไปสู่การขยายฐานจำนวนสมาชิก (Grow Membership) ในที่สุด ส่งผลให้เครือข่ายสมาชิกของสมาคมมีความเข้มแข็งขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากสมาคมเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (Not for Profit Organization) และจะเติบโตได้ โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์แก่สมาชิก